สร้างแบรนด์เครื่องสำอางเงินล้านจาก 0!!

11 June 2020
แบ่งปันข้อความนี้
facebook line
copylink
"

สร้างแบรนด์เครื่องสำอางเงินล้านจาก 0!!

สร้างแบรนด์เครื่องสำอางเงินล้านจาก 0!!
ปัจจุบันไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่แบรนด์เครื่องสำอางใหม่ๆเต็มไปหมด การจะเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจแบรนด์เครื่องสำอางนั้นจึงดูยากมาก แต่จริงๆแล้วตลาดนี้ยังคงเติบโตแบบไม่มีถดถอย ภาพรวมตลาดความงามในไทยเมื่อปี 2559 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นกว่า 6.5% มีมูลค่ารวมกว่า 154,000 ล้านบาท และช่องทางออนไลน์ก็ได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ความงามไปอย่างมาก ดังนั้นจึงยังมีโอกาสในตลาดนี้ซ่อนอยู่
blogphoto

1. จะขายอะไรดี?

คำถามแรกที่เราต้องตอบให้ชัดเจนและทำการบ้านมาเป็นอย่างดีก่อน เพราะเรามีคู่แข่งมากมายในท้องตลาด เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์ที่เราอยากขายในใจแล้ว ลองตอบคำถามเหล่านี้กันก่อนที่เริ่มจะลงมือกันครับ

ตัวอย่างคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนเริ่มลงมือทำ:
  • กลุ่มผู้บริโภคที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา คือกลุ่มไหน อายุเท่าไหร่ มีรายได้ประมาณเท่าไหร่ต่อเดือน
  • ปัญหาของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดแล้ว มีอะไรบ้าง?
  • ผลิตภัณฑ์ที่จะทำ แตกต่างและดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆในท้องตลาดอย่างไร?
  • ผลิตภัณฑ์ที่จะทำ ตอบโจทย์ความต้องการ และปัญหาของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วได้จริงหรือไม่?
  • เราจะวางขายที่ไหนบ้าง?
blogphoto วิธีการหาคำตอบเหล่านี้ก็คือการลงสนามนั่นเอง การที่จะได้ข้อมูลของลูกค้า เราก็ต้องไปถามกลุ่มเป้าหมายเรากันครับว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เช่น หากกลุ่มเป้าหมายเรา คิดว่าน่าจะเป็นนักศึกษาหญิง อายุ 17-21 ปี เราก็ลองไปสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 5-10 คน ว่าเขาคือกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเราจริงหรือไม่ สอบถามปัญหาต่างๆเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ว่าตรงกับที่เราคิดหรือไม่ อยากได้ผลิตภัณฑ์แบบไหน เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าของเราให้ตรงใจผู้บริโภคกันครับ

เมื่อตอบคำถามได้ครบแล้ว คราวนี้ เราต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทั้งด้านเทรนด์ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงตลาด และผู้บริโภคเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องหรือไม่
blogphoto

2. รู้จักคู่แข่ง

คุณรู้หรือไม่ว่าคู่แข่งของคุณคือใครบ้าง? ตอนที่คุณลงสนาม คุณควรจะได้รายชื่อสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายใช้อยู่แล้วมาบ้าง และอาจจะลองหาเพิ่มสัก 2-3 แบรนด์ที่จับกลุ่มผู้บริโภคเดียวกัน ในราคาที่ใกล้เคียงกัน ลองติดตามเพจและความเคลื่อนไหวของแบรนด์คู่แข่งของเราเสมอ พยายามหาจุดแข็งและจุดอ่อน วิธีการทำตลาด วิธีการขาย การตอบคำถามลูกค้า รวมทั้งอ่านคำถาม คำติชมของลูกค้าแบรนด์คู่แข่ง เพราะนี่คือโอกาสให้เราได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดของแบรนด์และความต้องการของลูกค้าได้แบบไม่ต้องลงทุนไปก่อน blogphoto วิธีการหาแบรนด์คู่แข่งก็ไม่ยากเลย ลองเสิร์จใน Google ก็จะพบลิสต์ของแบรนด์ที่ทำผลิตภัณฑ์ที่เราอยากทำมากมาย หรือจะหาจากแฮชแท็กใน Instagram ก็ได้เหมือนกันครับ
blogphoto

3. รู้จักผู้บริโภค

เราจะขายสินค้าให้กับใคร เราต้องรู้จักผู้บริโภคของเราว่าต้องการอะไร มีปัญหาอะไรกับสินค้าปัจจุบันที่เลือกใช้หรือไม่ นอกจากวิธีการเข้าไปสัมภาษณ์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายตามที่แนะนำข้างต้นแล้ว วิธีการศึกษาผู้บริโภคยังมีอีกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการดูเมคอัพรีวิว Beauty Blogger, Beauty Guru หรืออาจจะไปเดินดูพฤติกรรมผู้บริโภคเวลาซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆ ว่าเขาเลือกซื้อจากปัจจัยไหนบ้าง

อีกหนึ่งวิธีที่เป็นประโยชน์มากสำหรับการศึกษาเทรนด์ผู้บริโภค คือ การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Google Trends ที่เราสามารถใส่คีย์เวิร์ดในการเสิร์จหาจากกูเกิลเพื่อดูได้เลยว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมีการเสิร์จหาของคำๆ นี้มีเทรนด์เป็นอย่างไรบ้าง เช่น
blogphoto จะเห็นได้ว่า เทรนด์ของการเสิร์จหา “คุชชั่น” นั่นเพิ่งเริ่มเมื่อกลางปี 2015 พุ่งขึ้นสูงที่สุดเมื่อต้นปี 2017 และและเริ่มแผ่วลงเมื่อปลายปี 2017 ก่อนจะกลับมาสูงอีกครั้งช่วงปลายปี 2017 ถึงต้นปี 2018 และยังสามารถดูได้อีกด้วยว่า ผู้บริโภคโซนใดมีการเสิร์จหาคีย์เวิร์ดคำนี้มากที่สุด blogphoto เมื่อนำทั้งสองคำมาเปรียบเทียบกันในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้ผลดังนี้ blogphoto Google Trends จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากสำหรับการศึกษาพฤติกรรมการเสิร์จหาของผู้บริโภค พฤติกรรมการเลือกซื้อ เทรนด์ที่มาแรงหรือกระแสผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมทั้งกระแสที่กำลังตกลง รวมทั้งยังช่วยในการตั้งชื่อ เรียกสินค้าอิงจากการเสิร์จหาได้อีกด้วย

มาลองดูการเปรียบเทียบสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ด้วยคีย์เวิร์ด “คุชชั่น” “บีบีครีม” “ซีซีครีม” และ “ดีดีครีม” กันครับว่าจะต่างกันอย่างไรบ้างในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา blogphotoblogphoto จะเห็นได้ว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกทำสินค้าอย่างมากเลยครับ ดังนั้นอย่าลืมเช็คเทรนด์การเสิร์จก่อนเริ่มทำสินค้านะครับ
blogphoto

4. พัฒนาผลิตภัณฑ์

การตลาดที่ดีเริ่มต้นที่ผลิตภัณฑ์ที่ดี และมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์นั้นโดยรวมแล้วสามารถพัฒนาได้ 2 แบบ คือ
  • ใช้ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เป็นจุดขาย
  • ใช้ความแตกต่างของคอนเซ็ปต์แบรนด์เป็นจุดขาย

ซึ่งทั้งสองแบบนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็แตกต่างกัน หากคุณเลือกที่จะขายผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ขั้นตอนการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์นั้นต้องเริ่มตั้งแต่
  1. สร้างคอนเซ็ปต์ของสินค้า จุดขายของสินค้าคืออะไร
  2. พัฒนาสูตรสินค้า
  3. ส่วนผสมเกรดคุณภาพประมาณไหน ต้องนำเข้าหรือไม่
  4. เน้นธรรมชาติหรือไม่
  5. ต้นทุนการผลิต ประมาณเท่าไหร่
  6. ต้องขอการรับรองอย่างไร
  7. ทดสอบผลิตภัณฑ์กับคนหลายๆกลุ่ม เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นนำไปปรับปรุง
ซึ่งขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้สูตรที่ลงตัวอาจจะใช้เวลานาน ขั้นตอนนี้ควรจะต้องทำงานร่วมกับแลปทดลอง หรือบริษัท OEM ที่ได้มาตรฐาน

แต่หากคุณต้องการขายคอนเซ็ปต์ของแบรนด์เป็นหลัก ข้ามการผลิตสูตรเอง ก็สามารถหาผลิตภัณฑ์สูตรสำเร็จจากโรงงาน OEM เครื่องสำอาง ปรับสีหรือกลิ่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ แล้วนำมาสร้างแบรนด์เพื่อขายได้เลย blogphotoตัวอย่างเช่น คุณต้องการผลิต อาย แชโดว์คอนเซ็ปต์เจ้าหญิง ตัวผลิตภัณฑ์หรือสูตรของอสายแชโดว์นั้นอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการออกแบบภาพลักษณ์ และบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ให้ดูสวยงามเหมือนกับเครื่องสำอางของเจ้าหญิงจริงๆ

การพัฒนาสินค้าแบบนี้เหมาะสำหรับการเกาะกระแสผลิตภัณฑ์ที่กำลังมาแรง ไม่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาสูตรใหม่มากนัก ผลิตออกมาจำหน่ายได้เลย
blogphoto

5. เลือกโรงงานผลิต

เมื่อเรารู้แล้วว่า ต้องการผลิตภัณฑ์อะไร การเลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอางก็สำคัญมากเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่ามีโรงงาน OEM เหล่านี้อยู่มากมาย การบริการก็หลากหลาย มีทั้งแบบที่รับผลิตและพัฒนาสูตรในแลป พร้อมกับขอจดอย.ให้พร้อม โดยรวมแล้วเราควรพิจารณาโรงงานสำหรับผลิตสินค้าเราดังต่อไปนี้

  • มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานรับรอง
    ความน่าเชื่อถือของโรงงานผลิตนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก มาตรฐานรับรอง ความสะอาดของสถานที่ผลิต ความชำนาญในการผลิต เครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน ทุกอย่างควรตรวจสอบได้และโปร่งใส ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
  • วัตถุดิบที่ใช้มีคุณภาพ มีความชำนาญการ
    โรงงานมีแลปในการพัฒนาสินค้าโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้จริง ใช้ส่วนผสมที่ปลอดภัยตรวจสอบที่มาได้ และปลอดภัยกับผู้บริโภค สามารถตรวจสอบได้ว่าปริมาณสารที่ใส่นั้นเป็นไปตามที่ตกลงกันและไม่มีสารปลอมปน
  • ดูแลเอาใจใส่ดี
    ไม่ใช่เพียงแค่มาตรฐานที่ดีอย่างเดียวเท่านั้น โรงงานควรจะใส่ใจในความต้องการของเรา เพราะการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นนั้นไม่ง่ายเลย บางทีเราก็อยากรู้ อยากถามคำถามมากมาย เราก็คงอยากได้ทีมงานดูแลที่พร้อมอำนวยความสะดวกและตอบคำถามเราได้
  • สูตรลับ ห้ามเผยแพร่
    สูตรของเราถือว่าเป็นความลับของเรา โรงงานที่ดีควรจะปกป้องสูตรของสินค้าไม่แพร่งพรายให้แบรนด์อื่นทราบ ซึ่งตรงนี้สำคัญมากเวลาที่เราเซ็นต์สัญญากับโรงงานผลิต จะต้องตรวจสอบสัญญาข้อนี้ให้รอบคอบเสมอ

ก่อนจะทำสัญญา ก็ควรสอบถามรายละเอียดการผลิตให้ดีและครบถ้วนก่อน เช่น
  1. ค่าใช้จ่ายจากการจ้างผลิตสูตรเท่าไหร่ เปรียบเทียบระหว่างโรงงานจัดหาวัตถุดิบและเราหาวัตถุดิบเอง
  2. จำนวนการผลิตขั้นต่ำกี่ชิ้น
  3. ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการจัดส่ง รวมในค่าผลิตสินค้าหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าจัดส่ง
  4. ชำระเงินอย่างไร เป็นเครดิตหรือต้องจ่ายเงินสด มัดจำเท่าไหร่
โรงงานผลิต OEM ที่มีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับ
  1. Derma Innovation
    บริษัท เดอร์มา อินโนเวชั่น จำกัด SMEs ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2017 การันดีคุณภาพโรงงานผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริม ที่ๆคุณมาแล้วมีบริการครบ พร้อมกับไลน์สินค้าที่หลากหลายครอบคลุมทุกหมวดหมู่เครื่องสำอาง
    https://www.derma-innovation.com/
  2. Quality Plus
    โรงงาน OEM ที่เชียวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางมาตรฐาน มีไลน์ผลิตภัณฑ์มากมายครอบคลุมทุกประเภท มาพร้อมกับมาตรฐานการรับรองมากมาย และยังรับจดทะเบียนเครื่องสำอางของต่างประเทศอีกด้วย
    https://www.qualityplus.co.th
  3. Villa Makeup
    OEM เมคอัพจากเกาหลีเกรดพรีเมี่ยม ที่สามารถติดหลังแบรนด์ว่า ‘made in korea’ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแป้งพัฟ รองพื้น ลิปสติก อายแชโดว์ มาสคาร่า น้ำหอมฝรั่งเศส และอื่นๆ อีกมาก เรียกได้ว่ามาที่เดียวจบจริงๆ
    http://www.villamakeup.com/
blogphoto

6. การตลาด สำคัญกว่าที่คุณคิด

เจ้าของธุรกิจหลายท่านมุ่งเน้นที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์มากจนลืมคิดถึงเรื่องการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเครื่องสำอางที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่ดีคงไม่เพียงพอ เรามาดูขั้นตอนหลักๆ ของการวางแผนการตลาดกันครับ

  • การตลาดที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์เอง หากสินค้าเราดีผู้บริโภคก็จะทำการตลาดด้วยการบอกต่อให้เราเอง ยิ่งเรามีคอนเซ็ปต์เฉพาะตัวก็จะช่วยให้การบอกต่อแบรนด์เรานั้นง่ายขึ้น
  • ดังนั้นชื่อแบรนด์ โลโก้ การใช้สี ฟอนต์ และคอนเซ็ปต์ของแบรนด์โดยรวม ควรจะต้องจำง่าย ดึงดูด และมีความเสมอต้นเสมอปลาย เพราะแบรนด์เป็นเครื่องมือสื่อสารถึงผู้บริโภคว่า แบรนด์เรามีจุดยืนอย่างไร บุคลิกของแบรนด์จะครอบคลุมไปถึงการออกแบบสื่อต่างๆ อีกด้วย ตัวอย่างของแบรนด์ที่แข็งแรง เช่น แบรนด์ Innisfree ที่มีเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ชัดเจน โลโก้ฟอนต์ที่ใช้ และสีที่ใช้เป็นสีเขียวสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ และทิศทางของสินค้าในแต่ละไลน์ที่ออกมาก็จะมีส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นตัวชูโรงทั้งสิ้น ซึ่งทั้งการตกแต่งหน้าร้านและช่องออนไลน์ ก็จะเน้น mood and tone แนวธรรมชาติทั้งหมด รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ในทางบวกเสมอ จึงเป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับการยอมรับทั้งตลาดตะวันตกและตะวันออก
blogphoto
  • ออกแบบแพคเกจจิ้งไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่สินค้า หรือขวดที่อยู่ด้านในให้ดูน่าใช้และโดดเด่น เวลาวางเทียบกับแบรนด์อื่น แล้วสามารถดึงดูดให้คนหยิบได้มากกว่า
  • วางแผนการโปรโมทสินค้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการรีวิว การโฆษณาผ่านสื่อโซเชี่ยลมีเดีย หรืออาจจะเป็นการแจกเทสเตอร์ต่างๆ
  • ออกแบบรูปภาพ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ให้ตรงกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ น่าสนใจ ดึงดูด และเข้าใจง่ายที่สุด
blogphoto

7. แพคเกจจิ้ง ใครว่าไม่สำคัญ

รูปลักษณ์ของสินค้าและแพคเกจจิ้ง คือการตลาดที่ผู้บริโภคจับต้องได้และแชร์ต่อได้ง่ายที่สุด ดังนั้นการออกแบบ การเลือกสี การเลือกวัสดุของบรรจุภัณฑ์จึงมีความสำคัญมาก แพคเกจจิ้งที่ดีจะต้อง

  • ดึงดูด เตะตา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น่าจับต้อง: เช่น เลือกใช้รูปภาพบนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น ใช้เทคนิคพิเศษในการพิมพ์ เช่น การปั๊มเงินทอง ปั๊มนูน หรือ spot UV ใช้สีหรือการออกแบบลายเส้นที่ดูโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
  • สื่อสารกับผู้บริโภคได้ดี: เข้าถึงได้เร็ว มองแล้วรู้ทันทีว่าคือผลิตภัณฑ์คืออะไร มีคอนเซ็ปต์ของสินค้าหรือแบรนด์อย่างไร เช่น การใช้สีต่างกันก็ให้อารมณ์ของสินค้าที่แตกต่างกัน หรือรูปร่างที่ต่างกันของกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ก็เป็นเครื่องมือสื่อสารได้ดี (เช่น ครีมมะเขือเทศ ที่บรรจุในกระปุกรูปมะเขือเทศ เป็นต้น)
  • ปกป้องผลิตภัณฑ์ได้จริง: เช่น กล่องอายแชโดว์ ควรจะปกป้องไม่ให้เนื้อผลิตภัณฑ์แตกได้ หรือหากคุณขายรองพื้น ขวดควรจะหนาไม่แตกง่าย ฝาปิดสนิทไม่ซึมหก ปลอดภัยสำหรับการขนส่ง
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มากขึ้น: บรรจุภัณฑ์ที่ดี ไม่ใช่เพียงทำให้น่าซื้อเท่านั้น แต่ยังทำให้แบรนด์ดูดี น่าเชื่อถือมากขึ้นได้ด้วย
อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบแพคเกจจิ้งได้ที่ “ข้อมูลที่ต้องพร้อม” ก่อนเริ่มออกแบบแพคเกจจิ้ง!”

หากยังไม่มีไอเดียการออกแบบบรรจุภัณฑ์ อาจจะลองหาไอเดียใน pinterest.com ที่รวบรวมผลงานการออกแบบเก๋ๆ ไว้มากมาย blogphotoหรือจะดูในเวป https://locopack.co/ ของเราก็ได้เช่นกันblogphoto blogphotoนอกจากนี้ หากคุณขายเครื่องสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ กล่องไปรษณีย์ที่ใช้ส่งให้ลูกค้า ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การสร้างความประทับใจให้ลูกค้าตอนได้รับพัสดุและเปิดกล่องก็สามารถทำได้หลายทาง เช่น

  • กล่องที่ใช้ส่งไปรษณีย์ อาจจะมีการออกแบบเฉพาะตัวสำหรับแบรนด์ของคุณโดยเฉพาะ หากคุณสนใจทำกล่องติดแบรนด์ของคุณเอง คุณสามารถให้ LocoPack ออกแบบและผลิตกล่องให้ได้ตรงตามคอนเซ็ปต์แบรนด์ของคุณเลย
  • มีการห่อสินค้าภายในที่สวยงาม ให้ความรู้สึกเหมือนเปิดห่อของขวัญ อาจจะมีการบุรองสินค้าด้วยผ้า หรือกระดาษเพื่อให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมมากขึ้น
  • ใส่บัตรลดราคาหรือโปรโมชั่นลงไปด้วย เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อซ้ำ
  • หากเป็นลูกค้าคนสำคัญ เราอาจจะเขียนโน้ตใส่กระดาษสวยๆ เพื่อขอบคุณ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้เช่นกัน
  • แถมแซมเปิลไปด้วย การแจกแซมเปิ้ลนั้นสามารถกระตุ้นยอดขายได้ หากคุณมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด การแจกแซมเปิ้ลจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าที่ซื้อแบรนด์เราอยู่แล้ว ซื้อสินค้าอื่นเพิ่มมากขึ้น หรือลูกค้าอาจจะนำสินค้าไปแนะนำให้กับเพื่อนๆได้เลย
กล่องไปรษณีย์และการแพคสินค้าส่ง สามารถสร้างยอดขายให้เราได้ในแบบที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยครับ

คุณสามารถดูข้อมูลเรื่องการส่งพัสดุเพิ่มเติมได้จากบทความของ LocoPack เรื่อง “16 ทริคสุดยอดการส่งพัสดุแบบมือโปร สำหรับพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์!!”


8. ขออนุญาตจดแจ้งเครื่องสำอาง

โดยทั่วไปหากเราใช้บริการโรงงาน OEM ทางโรงงานมักจะรับบริการจดแจ้งเครื่องสำอางให้เราอยู่แล้ว เพราะการขออนุญาตจะต้องให้โรงงานดำเนินการให้ แต่หากเราต้องการดำเนินการเอง ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย มีค่าบริการการขอจด 100 บาท รู้ผลทางออนไลน์ได้เลยครับ

ลงทะเบียน สร้างบัญชีชื่อที่ www.egov.go.th
blogphotoเมื่อได้ ID มาแล้ว ก็ดำเนินการ ขอสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ และ ทำการ login เข้าใช้ในส่วนบริการของประชาชนได้ที่ http://privus.fda.moph.go.th/blogphoto
blogphoto

9. วางแผนการจัดส่ง และการชำระเงิน

สะดวก และรวดเร็ว เป็นหัวใจหลักของธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน ก่อนที่จะเริ่มต้นวางขายสินค้าออนไลน์ เราจะเลือกให้ผู้บริโภคชำระเงินทางใด และจัดส่งอย่างไรได้บ้าง ควรมีหลายช่องทางให้ผู้บริโภคได้เลือก และต้องวางแผนขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน
  • การจัดส่ง:
    - ไปรษณีย์: EMS ส่งลงทะเบียน หรือแบบพัสดุธรรมดา ใช้เวลากี่วัน ราคาเท่าไหร่
    - ส่งกับขนส่งเอกชน: เลือกบริษัทขนส่งเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือ และจัดส่งรวดเร็ว ที่สำคัญคือ ควรอยู่ใกล้บ้านด้วยนะครับ (บางบริษัท เช่น SCG Express Kerry Express หรือ Alphafast มีบริการเข้ารับสินค้าถึงที่บ้านด้วยนะครับ)
    - เดลิเวอรี่: ส่งกับ Line Man, Grabbike หรือบริษัทเดลิเวอรี่อื่นๆ
    - นัดรับเอง หรือมีหน้าร้านให้รับ ควรทำแผนที่ให้ชัดเจน
  • การชำระเงิน
    - โอนเงินผ่านธนาคาร: ควรเปิดบัญชีกับธนาคารอะไรบ้าง ควรมีพร้อมเพย์หรือไม่ มีการตรวจสอบยอดเงินอย่างไร
    - เก็บเงินปลายทาง: สามารถทำได้ทั้งกับไปรษณีย์และบริษัทขนส่งเอกชนบางบริษัท
    - ชำระผ่านบัตรเครดิต
    - ชำระผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น Line Pay, Paysbuy จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรืออื่นๆ
blogphoto
blogphoto

10. บริหารสต็อกของให้ดี

บางทีขายเพลินๆ รู้ตัวอีกทีของหมดเสียแล้ว ต้องใช้เวลาผลิตสินค้า 1 เดือน เสียลูกค้าไปหลายคน เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเรามีระบบสต็อกสินค้าที่อัพเดทอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีการคาดการณ์ปริมาณการขายอยู่เสมอ อาจจะทำใน excel หรือในปัจจุบันก็มีโปรแกรมสำเร็จรูปออกมาให้ใช้มากมาย ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน

นอกจากนี้ การเก็บสินค้า เพื่อให้คุณภาพสินค้าคงเดิมอยู่เสมอก็สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องสำอาง ห้องเก็บสินค้าควรมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม หากมีสินค้าที่ผลิตคนละล็อตกัน วันหมดอายุต่างกัน ควรจะจัดวางสินค้าแยกไว้ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันสินค้าค้างสต็อกและหมดอายุ
blogphoto

11. สร้างตัวตนและความรู้จักบนโลกออนไลน์ (Online Brand Identity and Awareness)

การแข่งขันบนตลาดออนไลน์นั้นนับวันยิ่งดุเดือด โดยเฉพาะในวงการความสวยความงาม เราจะมีวิธีใดบ้างที่จะสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น ท่ามกลางคู่แข่งต่างๆ ลองทำตามขั้นตอนนี้ได้เลยครับ

  • สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นของตัวเอง
    ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram Line Website หรือไปขายบนเว็บ e-commerce ดังๆ สำคัญที่สุดคือ การสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ คำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ภาพถ่ายสินค้าที่ดูดี หากจำหน่ายเครื่องสำอางหรือเมคอัพ อาจจะมีภาพนางแบบที่ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อโชว์ สี และเนื้อผลิตภัณฑ์ด้วย อาจจะมีวิดิโอสอนใช้ผลิตภัณฑ์ประกอบ

    Facebook: เหมาะสำหรับการสร้าง Brand Engagement กับลูกค้า ให้ข้อมูล สร้าง Community ให้กับแบรนด์ ยิงโฆษณาโปรโมทสินค้าเพื่อหาลูกค้าใหม่ๆ
    Instagram: จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภคเข้าใจได้เร็ว เพราะเป็นการสื่อสารด้วยรูปภาพและ VDO เป็นหลัก
    Line@: ใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร แจ้งโปรโมชั่นกับลูกค้าที่ใกล้ชิดมากขึ้น เป็นช่องทางปิดการขายที่ได้ผลดี สามารถมีแอดมินช่วยตอบได้หลายคน
    Website: เป็นแหล่งข้อมูลให้ผู้บริโภคเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์และสินค้าของเรา สั่งซื้อสินค้า และยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อีกด้วย
    Web e-commerce: เช่น Shoppee, Lazada, 11street, WeLoveShopping, Tarad และอื่นๆ เว็บไซต์เหล่านี้มีการโปรโมทสร้างฐานลูกค้าเพื่อเข้าเว็บไซต์อยู่สม่ำเสมอ เป็นการช่วยลดต้นทุนการทำโฆษณา และช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น

  • มีธีมที่ชัดเจน
    ไม่ใช่แค่สร้าง และลงภาพเท่านั้น หากคุณซีเรียสเรื่องการสร้างแบรนด์ ทุกรูปภาพ และสื่อต่างๆ ควรจะออกมาในรูปแบบเดียวกัน เช่น ธีมธรรมชาติ แบรนด์เน้นสีเขียวอ่อน รูปภาพก็ควรสื่อสารธีมของแบรนด์ได้ ไม่ใช่ใช้สีสันฉูดฉาด ซึ่งธีมนี้ควรจะได้รับการวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนการคิดแนวทางการตลาดของแบรนด์

  • รีวิวสินค้า
    ผู้บริโภคส่วนใหญ่ จะเสิร์จหารีวิวของสินค้าก่อนทำการซื้อ ก่อนที่จะทำการขาย เราอาจจะส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ Beauty blogger เน็ตไอดอล เพจรีวิว หรือผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อออนไลน์ก่อน อาจจะเป็นเพื่อนๆ ให้ช่วยรีวิวบนเพจ หรือจัดโปรโมชั่นลดราคาสำหรับลูกค้าที่กลับมารีวิวให้ก็ได้เช่นกัน

  • ผลิตคอนเทนต์ที่น่าสนใจ
    ไม่ว่าจะบนเฟสบุ้ค หรืออินสตราแกรม การสร้างแบรนด์ไม่ใช่เพียงแค่โปรโมทขายสินค้าเท่านั้น การสร้างคอนเทนต์อื่นๆ ที่เป็นการ “สร้างบรรยากาศของแบรนด์” ก็ช่วยได้มากทีเดียว เช่น หากคุณขายลิปสติก แทนที่จะลงคอนเทนต์เฉพาะเนื้อสี แท่งสลิปสติก อย่างเดียว อาจจะลงเป็นภาพถ่ายของนางแบบที่ทาลิปสติกสีหนึ่ง ไปเที่ยวทะเล ซึ่งอาจจะไม่เน้นสินค้ามากนัก แต่เป็นการให้ไอเดียกับผู้บริโภคได้ว่า สินค้าเรานั้น สามารถทาได้หลายโอกาส หลายสถานที่ และเปลี่ยนบุคลิกได้ หรืออาจจะเป็นคอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการเลือกสีลิปสติกให้เข้ากับเสื้อผ้าหน้าผมก็ได้เช่นกัน

  • การบริการลูกค้าที่ดี เน้นความจริงใจ
    แบรนด์ดี สินค้าดี จะขาดการบริการที่ดีไม่ได้เลย การตอบคำถามลูกค้า รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้า ก็สื่อถึงความจริงใจของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี บางแบรนด์ใหญ่ๆ จะมีการเซ็ตวิธีการตอบ น้ำเสียง หรือแม้กระทั่งบุคลิกของคนตอบ เพื่อสื่อถึงความเป็นแบรนด์กันเลยทีเดียว!

blogphoto

12. ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่

อ่านถึงตรงนี้คงจะเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า ถ้าจะเริ่มทำแบรนด์ควรจะต้องเตรียมเงินประมาณเท่าไหร่ดี โรงงาน OEM ส่วนมากในตอนนี้ทำรับทำขั้นต่ำที่จำนวนไม่สูงมาก ค่าทำผลิตภัณฑ์ รวมทั้งค่าพัฒนาสูตร ทำบรรจุภัณฑ์ เริ่มต้นที่ 50,000-200,000 บาท ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ แต่หากเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทางโรงงานทำไว้อยู่แล้วมาบรรจุเองก็จะถูกกว่า โดยอาจจะเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป

เริ่มกันเลย!
blogphotoอ่านจนจบแล้วบางคนอาจจะเริ่มกลัว แต่จริงๆ แล้วการสร้างแบรนด์นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด การวางแผนที่ดีจะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เห็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนขึ้น มองเห็นภาพของธุรกิจได้ครบทุกสัดส่วน ช่วยให้งานเสร็จได้เร็ว และดูแลง่ายขึ้น

ไม่มีใครทำอะไรออกมาสมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่ครั้งแรก ขอให้มีความตั้งใจ และเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น แบรนด์เครื่องสำอางเงินล้านที่คุณใฝ่ฝันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ!

แบ่งปันข้อความนี้
facebook line
copylink