วิธีการเลือกกล่องให้เหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ค้าแต่ละแนว

รับทำกล่องรับทำกล่องกระดาษ
23 April 2022
แบ่งปันข้อความนี้
facebook
copylink
วิธีการเลือกกล่องให้เหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ค้าแต่ละแนว


วิธีการเลือกกล่องให้เหมาะสำหรับพ่อค้าแม่ค้าแต่ละแนว

🥳 ลูกค้าหลายท่าน ทั้งที่เคยทำการสั่งผลิตกล่องลูกฟูก กล่องกระดาษแข็ง พิมพ์แบรนด์เฉพาะของแบรนด์ตัวเอง สั่งผลิตมาหลายครั้ง หลายโรงงาน

บางท่านไม่เคยมีการพิมพ์กล่องมาก่อนเลย แต่อยากได้ได้บรรจุภัณฑ์สั่งทำ การพิมพ์แบรนด์ของตัวเอง มีเอกสักษณ์แตกต่างจากร้านอื่น การสั่งผลิตสั่งพิมพ์กล่องครั้งแรก ก็ย่อมจะตื่นเต้น อดไม่ได้ที่จะมีความกังวล ไม่มั่นใจ ว่าจะต้องเลือกระบบการพิมพ์แบบไหน เลือกโรงงานไหนดี และคำถามมากมายที่เกี่ยวกับกล่อง 

วันนี้ LocoPack จะมาแชร์เรื่องราวเกี่ยวกับ วิธิการตัดสินใจเลือกระบบการผลิตสำหรับพ่อค้าแม่ค้าแต่ละแนว

LocoPack เรามีการพิมพ์การผลิตกล่องจากโรงงานหลายระบบการพิมพ์ สามารถเลือกโรงงานและระบบการพิมพ์ที่เหมาะสมกับจำนวน ขนาดกล่องเองได้ เพื่อให้คุณลูกค้าได้ราคาและระยะเวลาผลิต คุณภาพที่เหมาะสม ตามต้องการ สอบถามเพิ่มเติมจาก admin ได้เลย เช่น

 

มือใหม่

ต้องการลองตลาด จำนวนไม่มาก ก็ลองระบบ digital ptint ไม่ต้องเสียค่าแม่พิมพ์ ค่าไดคัท (ค่าแม่พิมพ์ตัด/ค่าใบมีด) 😀  เหมาะกับงานพิมพ์จำนวนไม่เยอะ การพิมพ์ตัวอักษรตั้งแต่ 2-3 มม ขึ้นไป (ตัวอักษรประมาณขนาดตัวมดเหม็น) พบการฟุ้งของหมึกพิมพ์ได้ 

 

มือเก๋า1

มั่นใจว่าขายได้แน่นนอนผลิตเริ่มเยอะแล้ว 😉 เป็นหลักพันชิ้น เลือกระบบ Offset สำหรับกล่องกระดาษแข็ง ยังสามารถทำเทคนิคพิเศษทางการพิมพ์เช่นปั๊มทอง ปั๊มเงิน ปั๊มนูน  Spot UV ได้สวยงาม เพิ่มมูลค่าให้กับกล่องได้

 

มือเก๋า2

มั่นใจว่าขายได้แน่นนอนผลิตเริ่มเยอะแล้ว 😌 เป็นหลักพันชิ้น หรือจะมีการผลิตซำ้ ให้เริ่มที่การผลิตที่มีการทำแม่พิมพ์ จะคุ้ม เลือกระบบ Flexo สำหรับกล่องกระดาษลูกฟูก แบบกราฟฟิกสไตล์มินินมอล สีเดียวเป็นลายเส้น สวยได้ไม่ง้อใคร

ลักษณะงานพิมพ์แบบไหนเรียกว่าอะไรหรือ อยากดูตัวอย่างผลิตภัณฑ์แลละไหนใส่กล่องแพคเกจจิงแบบไหนสวยดี สามารถลองดูตัวอย่างกล่อง ตัวอย่างผลงงานที่ผ่านมาของทางร้านได้ที่ https://www.locopack.co/th/sample-products/0 โดยจะแบ่งหลายหมวดหมู่สินค้าให้เลือกดูเป็นตัวอย่าง 😍

ซึ่งการพิมพ์แต่ละระบบก็จะมีข้อจำกัดการพิมพ์ที่สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.locopack.co/th/articles/28 

ร้าน LocoPack เราคิดราคาตามแบบกล่อง ตามขนาด ตามจำนวนเลยคะ ซื้อจำนวนเยอะขึ้นก็คุ้มค่ะ 👍


สามารถกดที่รูปแบบกล่องที่หน้าเวป ใส่ขนาด จำนวน รหัสไปรษณีย์ว่าอยู่ในพื้นที่จัดส่งฟรีหรือไม่ กดเช็คราคา ราคาก็จะแสดงให้เห็น ลูกค้าสามารถเลือกโรงงานว่าจะเลือกราคา ระยะเวลาการผลิตของโรงงานไหน เข้าไปดูผลงานที่ผ่านมาได้


หากต้องการบริการการออกแบบจากการ LocoPack ก็สามารถให้ทางเราจัดการนักออกแบบมาโทรศัพท์คุยได้นะคะ คุย1ครั้ง แก้ไขแบบ 3 ครั้ง คุณลูกค้าได้รับไฟล์งานภาพ (.jpg) ไม่ได้รับไฟล์ illustrator (.ai) ต้องเผื่อระยะเวลาการออกแบบเอาไว้ ในแต่ละครั้ง 3-5วันด้วย หรือไม่มีโปรแกรม illustrator แต่ต้องการวางแบบเองก็เลือกวางแบบเองบนเวป LocoPack ได้คะ "เลือกออกแบบบนเวป" 


เมื่อทำการกดสั่งกล่องกับทาง LocoPack แล้วแนบหลักฐานการโอนเงิน 
ลูกค้าจะได้รับ  template (แม่แบบโครงสร้างกล่อง) จะทำการส่งไปให้คุณลูกค้าเพื่อไปทำการวางแบบ
ลูกค้าต้องทำการวางแบบบน template ที่ทางร้านส่งให้เท่านั้น และส่งกลับมาให้ทางร้านตรวจสอบ

เมื่อตรวจสอบการผลิตผ่าน ลูกค้ากดยืนยันการผลิต 

งานจะส่งเข้าไปผลิตตามระยะเวลา และโรงงานที่คุณลูกค้าเลือก

สินค้าจัดส่งให้ถึงประตูบ้านภายใน1-2วัน*

*กรุงเทพฯและปริมณฑล

 

สนใจแพคเกจกจิ้งแบบนี้บ้าง

เริ่มเลย
แบ่งปันข้อความนี้
facebook
copylink

อ่านต่อ

บทความที่เกี่ยวข้อง
สร้างแบรนด์เครื่องสำอางเงินล้านจาก 0!!
ธุรกิจรับทำแพคเกจจิ้ง 11 May 2020
ปัจจุบันไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่แบรนด์เครื่องสำอางใหม่ๆเต็มไปหมด การจะเริ่มต้นเป็นเจ้าของธุรกิจแบรนด์เครื่องสำอางนั้นจึงดูยากมาก แต่จริงๆแล้วตลาดนี้ยังคงเติบโตแบบไม่มีถดถอย ภาพรวมตลาดความงามในไทยเมื่อปี 2559 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นกว่า 6.5% มีมูลค่ารวมกว่า 154,000 ล้านบาท และช่องทางออนไลน์ก็ได้เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ความงามไปอย่างมาก ดังนั้นจึงยังมีโอกาสในตลาดนี้ซ่อนอยู่ 1. จะขายอะไรดี?คำถามแรกที่เราต้องตอบให้ชัดเจนและทำการบ้านมาเป็นอย่างดีก่อน เพราะเรามีคู่แข่งมากมายในท้องตลาด เมื่อเรามีผลิตภัณฑ์ที่เราอยากขายในใจแล้ว ลองตอบคำถามเหล่านี้กันก่อนที่เริ่มจะลงมือกันครับ ตัวอย่างคำถามที่ควรตอบให้ได้ก่อนเริ่มลงมือทำ: กลุ่มผู้บริโภคที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของเรา คือกลุ่มไหน อายุเท่าไหร่ มีรายได้ประมาณเท่าไหร่ต่อเดือน ปัญหาของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดแล้ว มีอะไรบ้าง? ผลิตภัณฑ์ที่จะทำ แตกต่างและดีกว่าผลิตภัณฑ์อื่นๆในท้องตลาดอย่างไร? ผลิตภัณฑ์ที่จะทำ ตอบโจทย์ความต้องการ และปัญหาของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วได้จริงหรือไม่? เราจะวางขายที่ไหนบ้าง? วิธีการหาคำตอบเหล่านี้ก็คือการลงสนามนั่นเอง การที่จะได้ข้อมูลของลูกค้า เราก็ต้องไปถามกลุ่มเป้าหมายเรากันครับว่าเขาต้องการอะไรบ้าง เช่น หากกลุ่มเป้าหมายเรา คิดว่าน่าจะเป็นนักศึกษาหญิง อายุ 17-21 ปี เราก็ลองไปสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 5-10 คน ว่าเขาคือกลุ่มเป้าหมายของสินค้าเราจริงหรือไม่ สอบถามปัญหาต่างๆเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ว่าตรงกับที่เราคิดหรือไม่ อยากได้ผลิตภัณฑ์แบบไหน เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าของเราให้ตรงใจผู้บริโภคกันครับ เมื่อตอบคำถามได้ครบแล้ว คราวนี้ เราต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมทั้งด้านเทรนด์ ผลิตภัณฑ์ รวมถึงตลาด และผู้บริโภคเพิ่มเติมมากขึ้น เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เราคิดนั้นถูกต้องหรือไม่2. รู้จักคู่แข่ง คุณรู้หรือไม่ว่าคู่แข่งของคุณคือใครบ้าง? ตอนที่คุณลงสนาม คุณควรจะได้รายชื่อสินค้าที่กลุ่มเป้าหมายใช้อยู่แล้วมาบ้าง และอาจจะลองหาเพิ่มสัก 2-3 แบรนด์ที่จับกลุ่มผู้บริโภคเดียวกัน ในราคาที่ใกล้เคียงกัน ลองติดตามเพจและความเคลื่อนไหวของแบรนด์คู่แข่งของเราเสมอ พยายามหาจุดแข็งและจุดอ่อน วิธีการทำตลาด วิธีการขาย การตอบคำถามลูกค้า รวมทั้งอ่านคำถาม คำติชมของลูกค้าแบรนด์คู่แข่ง เพราะนี่คือโอกาสให้เราได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดของแบรนด์และความต้องการของลูกค้าได้แบบไม่ต้องลงทุนไปก่อน วิธีการหาแบรนด์คู่แข่งก็ไม่ยากเลย ลองเสิร์จใน Google ก็จะพบลิสต์ของแบรนด์ที่ทำผลิตภัณฑ์ที่เราอยากทำมากมาย หรือจะหาจากแฮชแท็กใน Instagram ก็ได้เหมือนกันครับ 3. รู้จักผู้บริโภคเราจะขายสินค้าให้กับใคร เราต้องรู้จักผู้บริโภคของเราว่าต้องการอะไร มีปัญหาอะไรกับสินค้าปัจจุบันที่เลือกใช้หรือไม่ นอกจากวิธีการเข้าไปสัมภาษณ์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายตามที่แนะนำข้างต้นแล้ว วิธีการศึกษาผู้บริโภคยังมีอีกหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการดูเมคอัพรีวิว Beauty Blogger, Beauty Guru หรืออาจจะไปเดินดูพฤติกรรมผู้บริโภคเวลาซื้อสินค้าตามร้านค้าต่างๆ ว่าเขาเลือกซื้อจากปัจจัยไหนบ้าง อีกหนึ่งวิธีที่เป็นประโยชน์มากสำหรับการศึกษาเทรนด์ผู้บริโภค คือ การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Google Trends ที่เราสามารถใส่คีย์เวิร์ดในการเสิร์จหาจากกูเกิลเพื่อดูได้เลยว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมีการเสิร์จหาของคำๆ นี้มีเทรนด์เป็นอย่างไรบ้าง เช่น จะเห็นได้ว่า เทรนด์ของการเสิร์จหา “คุชชั่น” นั่นเพิ่งเริ่มเมื่อกลางปี 2015 พุ่งขึ้นสูงที่สุดเมื่อต้นปี 2017 และและเริ่มแผ่วลงเมื่อปลายปี 2017 ก่อนจะกลับมาสูงอีกครั้งช่วงปลายปี 2017 ถึงต้นปี 2018 และยังสามารถดูได้อีกด้วยว่า ผู้บริโภคโซนใดมีการเสิร์จหาคีย์เวิร์ดคำนี้มากที่สุด เมื่อนำทั้งสองคำมาเปรียบเทียบกันในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้ผลดังนี้ Google Trends จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากสำหรับการศึกษาพฤติกรรมการเสิร์จหาของผู้บริโภค พฤติกรรมการเลือกซื้อ เทรนด์ที่มาแรงหรือกระแสผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมทั้งกระแสที่กำลังตกลง รวมทั้งยังช่วยในการตั้งชื่อ เรียกสินค้าอิงจากการเสิร์จหาได้อีกด้วย มาลองดูการเปรียบเทียบสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ด้วยคีย์เวิร์ด “คุชชั่น” “บีบีครีม” “ซีซีครีม” และ “ดีดีครีม” กันครับว่าจะต่างกันอย่างไรบ้างในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าข้อมูลนี้มีประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกทำสินค้าอย่างมากเลยครับ ดังนั้นอย่าลืมเช็คเทรนด์การเสิร์จก่อนเริ่มทำสินค้านะครับ4. พัฒนาผลิตภัณฑ์การตลาดที่ดีเริ่มต้นที่ผลิตภัณฑ์ที่ดี และมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์นั้นโดยรวมแล้วสามารถพัฒนาได้ 2 แบบ คือ ใช้ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เป็นจุดขาย ใช้ความแตกต่างของคอนเซ็ปต์แบรนด์เป็นจุดขาย ซึ่งทั้งสองแบบนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็แตกต่างกัน หากคุณเลือกที่จะขายผลิตภัณฑ์ที่แตกต่าง ขั้นตอนการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์นั้นต้องเริ่มตั้งแต่ สร้างคอนเซ็ปต์ของสินค้า จุดขายของสินค้าคืออะไร พัฒนาสูตรสินค้า ส่วนผสมเกรดคุณภาพประมาณไหน ต้องนำเข้าหรือไม่ เน้นธรรมชาติหรือไม่ ต้นทุนการผลิต ประมาณเท่าไหร่ ต้องขอการรับรองอย่างไร ทดสอบผลิตภัณฑ์กับคนหลายๆกลุ่ม เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นนำไปปรับปรุง ซึ่งขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้สูตรที่ลงตัวอาจจะใช้เวลานาน ขั้นตอนนี้ควรจะต้องทำงานร่วมกับแลปทดลอง หรือบริษัท OEM ที่ได้มาตรฐาน แต่หากคุณต้องการขายคอนเซ็ปต์ของแบรนด์เป็นหลัก ข้ามการผลิตสูตรเอง ก็สามารถหาผลิตภัณฑ์สูตรสำเร็จจากโรงงาน OEM เครื่องสำอาง ปรับสีหรือกลิ่นเพื่อสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ แล้วนำมาสร้างแบรนด์เพื่อขายได้เลย ตัวอย่างเช่น คุณต้องการผลิต อาย แชโดว์คอนเซ็ปต์เจ้าหญิง ตัวผลิตภัณฑ์หรือสูตรของอสายแชโดว์นั้นอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการออกแบบภาพลักษณ์ และบรรจุภัณฑ์ของแบรนด์ให้ดูสวยงามเหมือนกับเครื่องสำอางของเจ้าหญิงจริงๆ การพัฒนาสินค้าแบบนี้เหมาะสำหรับการเกาะกระแสผลิตภัณฑ์ที่กำลังมาแรง ไม่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาสูตรใหม่มากนัก ผลิตออกมาจำหน่ายได้เลย5. เลือกโรงงานผลิตเมื่อเรารู้แล้วว่า ต้องการผลิตภัณฑ์อะไร การเลือกโรงงานผลิตเครื่องสำอางก็สำคัญมากเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่ามีโรงงาน OEM เหล่านี้อยู่มากมาย การบริการก็หลากหลาย มีทั้งแบบที่รับผลิตและพัฒนาสูตรในแลป พร้อมกับขอจดอย.ให้พร้อม โดยรวมแล้วเราควรพิจารณาโรงงานสำหรับผลิตสินค้าเราดังต่อไปนี้ มีความน่าเชื่อถือ และมีมาตรฐานรับรอง ความน่าเชื่อถือของโรงงานผลิตนับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก มาตรฐานรับรอง ความสะอาดของสถานที่ผลิต ความชำนาญในการผลิต เครื่องจักรที่ได้มาตรฐาน ทุกอย่างควรตรวจสอบได้และโปร่งใส ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมวัตถุดิบที่ใช้มีคุณภาพ มีความชำนาญการโรงงานมีแลปในการพัฒนาสินค้าโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้จริง ใช้ส่วนผสมที่ปลอดภัยตรวจสอบที่มาได้ และปลอดภัยกับผู้บริโภค สามารถตรวจสอบได้ว่าปริมาณสารที่ใส่นั้นเป็นไปตามที่ตกลงกันและไม่มีสารปลอมปน ดูแลเอาใจใส่ดีไม่ใช่เพียงแค่มาตรฐานที่ดีอย่างเดียวเท่านั้น โรงงานควรจะใส่ใจในความต้องการของเรา เพราะการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นนั้นไม่ง่ายเลย บางทีเราก็อยากรู้ อยากถามคำถามมากมาย เราก็คงอยากได้ทีมงานดูแลที่พร้อมอำนวยความสะดวกและตอบคำถามเราได้สูตรลับ ห้ามเผยแพร่สูตรของเราถือว่าเป็นความลับของเรา โรงงานที่ดีควรจะปกป้องสูตรของสินค้าไม่แพร่งพรายให้แบรนด์อื่นทราบ ซึ่งตรงนี้สำคัญมากเวลาที่เราเซ็นต์สัญญากับโรงงานผลิต จะต้องตรวจสอบสัญญาข้อนี้ให้รอบคอบเสมอ ก่อนจะทำสัญญา ก็ควรสอบถามรายละเอียดการผลิตให้ดีและครบถ้วนก่อน เช่น ค่าใช้จ่ายจากการจ้างผลิตสูตรเท่าไหร่ เปรียบเทียบระหว่างโรงงานจัดหาวัตถุดิบและเราหาวัตถุดิบเอง จำนวนการผลิตขั้นต่ำกี่ชิ้น ค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการจัดส่ง รวมในค่าผลิตสินค้าหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าจัดส่ง ชำระเงินอย่างไร เป็นเครดิตหรือต้องจ่ายเงินสด มัดจำเท่าไหร่ โรงงานผลิต OEM ที่มีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับ Derma Innovation บริษัท เดอร์มา อินโนเวชั่น จำกัด SMEs ดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2017 การันดีคุณภาพโรงงานผลิตเครื่องสำอางและอาหารเสริม ที่ๆคุณมาแล้วมีบริการครบ พร้อมกับไลน์สินค้าที่หลากหลายครอบคลุมทุกหมวดหมู่เครื่องสำอาง https://www.derma-innovation.com/ Quality Plus โรงงาน OEM ที่เชียวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางมาตรฐาน มีไลน์ผลิตภัณฑ์มากมายครอบคลุมทุกประเภท มาพร้อมกับมาตรฐานการรับรองมากมาย และยังรับจดทะเบียนเครื่องสำอางของต่างประเทศอีกด้วย https://www.qualityplus.co.th Villa Makeup OEM เมคอัพจากเกาหลีเกรดพรีเมี่ยม ที่สามารถติดหลังแบรนด์ว่า ‘made in korea’ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแป้งพัฟ รองพื้น ลิปสติก อายแชโดว์ มาสคาร่า น้ำหอมฝรั่งเศส และอื่นๆ อีกมาก เรียกได้ว่ามาที่เดียวจบจริงๆ http://www.villamakeup.com/ 6. การตลาด สำคัญกว่าที่คุณคิดเจ้าของธุรกิจหลายท่านมุ่งเน้นที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์มากจนลืมคิดถึงเรื่องการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเครื่องสำอางที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากมาย เพียงแค่ผลิตภัณฑ์ที่ดีคงไม่เพียงพอ เรามาดูขั้นตอนหลักๆ ของการวางแผนการตลาดกันครับ การตลาดที่ดีเริ่มต้นตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์เอง หากสินค้าเราดีผู้บริโภคก็จะทำการตลาดด้วยการบอกต่อให้เราเอง ยิ่งเรามีคอนเซ็ปต์เฉพาะตัวก็จะช่วยให้การบอกต่อแบรนด์เรานั้นง่ายขึ้น ดังนั้นชื่อแบรนด์ โลโก้ การใช้สี ฟอนต์ และคอนเซ็ปต์ของแบรนด์โดยรวม ควรจะต้องจำง่าย ดึงดูด และมีความเสมอต้นเสมอปลาย เพราะแบรนด์เป็นเครื่องมือสื่อสารถึงผู้บริโภคว่า แบรนด์เรามีจุดยืนอย่างไร บุคลิกของแบรนด์จะครอบคลุมไปถึงการออกแบบสื่อต่างๆ อีกด้วย ตัวอย่างของแบรนด์ที่แข็งแรง เช่น แบรนด์ Innisfree ที่มีเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ชัดเจน โลโก้ฟอนต์ที่ใช้ และสีที่ใช้เป็นสีเขียวสื่อถึงความเป็นธรรมชาติ และทิศทางของสินค้าในแต่ละไลน์ที่ออกมาก็จะมีส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นตัวชูโรงทั้งสิ้น ซึ่งทั้งการตกแต่งหน้าร้านและช่องออนไลน์ ก็จะเน้น mood and tone แนวธรรมชาติทั้งหมด รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ในทางบวกเสมอ จึงเป็นแบรนด์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและได้รับการยอมรับทั้งตลาดตะวันตกและตะวันออก ออกแบบแพคเกจจิ้งไม่ว่าจะเป็นกล่องใส่สินค้า หรือขวดที่อยู่ด้านในให้ดูน่าใช้และโดดเด่น เวลาวางเทียบกับแบรนด์อื่น แล้วสามารถดึงดูดให้คนหยิบได้มากกว่า วางแผนการโปรโมทสินค้าเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการรีวิว การโฆษณาผ่านสื่อโซเชี่ยลมีเดีย หรืออาจจะเป็นการแจกเทสเตอร์ต่างๆ ออกแบบรูปภาพ และสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ให้ตรงกับเอกลักษณ์ของแบรนด์ น่าสนใจ ดึงดูด และเข้าใจง่ายที่สุด 7. แพคเกจจิ้ง ใครว่าไม่สำคัญรูปลักษณ์ของสินค้าและแพคเกจจิ้ง คือการตลาดที่ผู้บริโภคจับต้องได้และแชร์ต่อได้ง่ายที่สุด ดังนั้นการออกแบบ การเลือกสี การเลือกวัสดุของบรรจุภัณฑ์จึงมีความสำคัญมาก แพคเกจจิ้งที่ดีจะต้อง ดึงดูด เตะตา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว น่าจับต้อง: เช่น เลือกใช้รูปภาพบนกล่องบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น ใช้เทคนิคพิเศษในการพิมพ์ เช่น การปั๊มเงินทอง ปั๊มนูน หรือ spot UV ใช้สีหรือการออกแบบลายเส้นที่ดูโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ สื่อสารกับผู้บริโภคได้ดี: เข้าถึงได้เร็ว มองแล้วรู้ทันทีว่าคือผลิตภัณฑ์คืออะไร มีคอนเซ็ปต์ของสินค้าหรือแบรนด์อย่างไร เช่น การใช้สีต่างกันก็ให้อารมณ์ของสินค้าที่แตกต่างกัน หรือรูปร่างที่ต่างกันของกล่องหรือบรรจุภัณฑ์ก็เป็นเครื่องมือสื่อสารได้ดี (เช่น ครีมมะเขือเทศ ที่บรรจุในกระปุกรูปมะเขือเทศ เป็นต้น) ปกป้องผลิตภัณฑ์ได้จริง: เช่น กล่องอายแชโดว์ ควรจะปกป้องไม่ให้เนื้อผลิตภัณฑ์แตกได้ หรือหากคุณขายรองพื้น ขวดควรจะหนาไม่แตกง่าย ฝาปิดสนิทไม่ซึมหก ปลอดภัยสำหรับการขนส่ง สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มากขึ้น: บรรจุภัณฑ์ที่ดี ไม่ใช่เพียงทำให้น่าซื้อเท่านั้น แต่ยังทำให้แบรนด์ดูดี น่าเชื่อถือมากขึ้นได้ด้วย อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบแพคเกจจิ้งได้ที่ “ข้อมูลที่ต้องพร้อม” ก่อนเริ่มออกแบบแพคเกจจิ้ง!” หากยังไม่มีไอเดียการออกแบบบรรจุภัณฑ์ อาจจะลองหาไอเดียใน pinterest.com ที่รวบรวมผลงานการออกแบบเก๋ๆ ไว้มากมาย หรือจะดูในเวป https://locopack.co/ ของเราก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ หากคุณขายเครื่องสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ กล่องไปรษณีย์ที่ใช้ส่งให้ลูกค้า ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน การสร้างความประทับใจให้ลูกค้าตอนได้รับพัสดุและเปิดกล่องก็สามารถทำได้หลายทาง เช่น กล่องที่ใช้ส่งไปรษณีย์ อาจจะมีการออกแบบเฉพาะตัวสำหรับแบรนด์ของคุณโดยเฉพาะ หากคุณสนใจทำกล่องติดแบรนด์ของคุณเอง คุณสามารถให้ LocoPack ออกแบบและผลิตกล่องให้ได้ตรงตามคอนเซ็ปต์แบรนด์ของคุณเลย มีการห่อสินค้าภายในที่สวยงาม ให้ความรู้สึกเหมือนเปิดห่อของขวัญ อาจจะมีการบุรองสินค้าด้วยผ้า หรือกระดาษเพื่อให้ความรู้สึกที่พรีเมี่ยมมากขึ้น ใส่บัตรลดราคาหรือโปรโมชั่นลงไปด้วย เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อซ้ำ หากเป็นลูกค้าคนสำคัญ เราอาจจะเขียนโน้ตใส่กระดาษสวยๆ เพื่อขอบคุณ สร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้เช่นกัน แถมแซมเปิลไปด้วย การแจกแซมเปิ้ลนั้นสามารถกระตุ้นยอดขายได้ หากคุณมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด การแจกแซมเปิ้ลจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าที่ซื้อแบรนด์เราอยู่แล้ว ซื้อสินค้าอื่นเพิ่มมากขึ้น หรือลูกค้าอาจจะนำสินค้าไปแนะนำให้กับเพื่อนๆได้เลย กล่องไปรษณีย์และการแพคสินค้าส่ง สามารถสร้างยอดขายให้เราได้ในแบบที่คุณอาจจะคาดไม่ถึงเลยครับ คุณสามารถดูข้อมูลเรื่องการส่งพัสดุเพิ่มเติมได้จากบทความของ LocoPack เรื่อง “16 ทริคสุดยอดการส่งพัสดุแบบมือโปร สำหรับพ่อค้า แม่ค้าออนไลน์!!” 8. ขออนุญาตจดแจ้งเครื่องสำอางโดยทั่วไปหากเราใช้บริการโรงงาน OEM ทางโรงงานมักจะรับบริการจดแจ้งเครื่องสำอางให้เราอยู่แล้ว เพราะการขออนุญาตจะต้องให้โรงงานดำเนินการให้ แต่หากเราต้องการดำเนินการเอง ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลย มีค่าบริการการขอจด 100 บาท รู้ผลทางออนไลน์ได้เลยครับ ลงทะเบียน สร้างบัญชีชื่อที่ https://www.egov.go.th เมื่อได้ ID มาแล้ว ก็ดำเนินการ ขอสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ และ ทำการ login เข้าใช้ในส่วนบริการของประชาชนได้ที่ http://privus.fda.moph.go.th/9. วางแผนการจัดส่ง และการชำระเงินสะดวก และรวดเร็ว เป็นหัวใจหลักของธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบัน ก่อนที่จะเริ่มต้นวางขายสินค้าออนไลน์ เราจะเลือกให้ผู้บริโภคชำระเงินทางใด และจัดส่งอย่างไรได้บ้าง ควรมีหลายช่องทางให้ผู้บริโภคได้เลือก และต้องวางแผนขั้นตอนการทำงานให้ชัดเจน การจัดส่ง:- ไปรษณีย์: EMS ส่งลงทะเบียน หรือแบบพัสดุธรรมดา ใช้เวลากี่วัน ราคาเท่าไหร่ - ส่งกับขนส่งเอกชน: เลือกบริษัทขนส่งเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือ และจัดส่งรวดเร็ว ที่สำคัญคือ ควรอยู่ใกล้บ้านด้วยนะครับ (บางบริษัท เช่น SCG Express Kerry Express หรือ Alphafast มีบริการเข้ารับสินค้าถึงที่บ้านด้วยนะครับ) - เดลิเวอรี่: ส่งกับ Line Man, Grabbike หรือบริษัทเดลิเวอรี่อื่นๆ - นัดรับเอง หรือมีหน้าร้านให้รับ ควรทำแผนที่ให้ชัดเจน การชำระเงิน- โอนเงินผ่านธนาคาร: ควรเปิดบัญชีกับธนาคารอะไรบ้าง ควรมีพร้อมเพย์หรือไม่ มีการตรวจสอบยอดเงินอย่างไร - เก็บเงินปลายทาง: สามารถทำได้ทั้งกับไปรษณีย์และบริษัทขนส่งเอกชนบางบริษัท - ชำระผ่านบัตรเครดิต - ชำระผ่านช่องทางอื่นๆ เช่น Line Pay, Paysbuy จ่ายผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรืออื่นๆ 10. บริหารสต็อกของให้ดีบางทีขายเพลินๆ รู้ตัวอีกทีของหมดเสียแล้ว ต้องใช้เวลาผลิตสินค้า 1 เดือน เสียลูกค้าไปหลายคน เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าเรามีระบบสต็อกสินค้าที่อัพเดทอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีการคาดการณ์ปริมาณการขายอยู่เสมอ อาจจะทำใน excel หรือในปัจจุบันก็มีโปรแกรมสำเร็จรูปออกมาให้ใช้มากมาย ทั้งแบบฟรีและแบบเสียเงิน นอกจากนี้ การเก็บสินค้า เพื่อให้คุณภาพสินค้าคงเดิมอยู่เสมอก็สำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องสำอาง ห้องเก็บสินค้าควรมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้เหมาะสม หากมีสินค้าที่ผลิตคนละล็อตกัน วันหมดอายุต่างกัน ควรจะจัดวางสินค้าแยกไว้ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันสินค้าค้างสต็อกและหมดอายุ11. สร้างตัวตนและความรู้จักบนโลกออนไลน์ (Online Brand Identity and Awareness)การแข่งขันบนตลาดออนไลน์นั้นนับวันยิ่งดุเดือด โดยเฉพาะในวงการความสวยความงาม เราจะมีวิธีใดบ้างที่จะสร้างแบรนด์ให้โดดเด่น ท่ามกลางคู่แข่งต่างๆ ลองทำตามขั้นตอนนี้ได้เลยครับ สร้างช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram Line Website หรือไปขายบนเว็บ e-commerce ดังๆ สำคัญที่สุดคือ การสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ คำอธิบายผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจน เข้าใจง่าย ภาพถ่ายสินค้าที่ดูดี หากจำหน่ายเครื่องสำอางหรือเมคอัพ อาจจะมีภาพนางแบบที่ใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อโชว์ สี และเนื้อผลิตภัณฑ์ด้วย อาจจะมีวิดิโอสอนใช้ผลิตภัณฑ์ประกอบ Facebook: เหมาะสำหรับการสร้าง Brand Engagement กับลูกค้า ให้ข้อมูล สร้าง Community ให้กับแบรนด์ ยิงโฆษณาโปรโมทสินค้าเพื่อหาลูกค้าใหม่ๆ Instagram: จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ผู้บริโภคเข้าใจได้เร็ว เพราะเป็นการสื่อสารด้วยรูปภาพและ VDO เป็นหลัก Line@: ใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร แจ้งโปรโมชั่นกับลูกค้าที่ใกล้ชิดมากขึ้น เป็นช่องทางปิดการขายที่ได้ผลดี สามารถมีแอดมินช่วยตอบได้หลายคน Website: เป็นแหล่งข้อมูลให้ผู้บริโภคเข้ามาเรียนรู้เกี่ยวกับแบรนด์และสินค้าของเรา สั่งซื้อสินค้า และยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์อีกด้วย Web e-commerce: เช่น Shoppee, Lazada, 11street, WeLoveShopping, Tarad และอื่นๆ เว็บไซต์เหล่านี้มีการโปรโมทสร้างฐานลูกค้าเพื่อเข้าเว็บไซต์อยู่สม่ำเสมอ เป็นการช่วยลดต้นทุนการทำโฆษณา และช่วยให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น มีธีมที่ชัดเจนไม่ใช่แค่สร้าง และลงภาพเท่านั้น หากคุณซีเรียสเรื่องการสร้างแบรนด์ ทุกรูปภาพ และสื่อต่างๆ ควรจะออกมาในรูปแบบเดียวกัน เช่น ธีมธรรมชาติ แบรนด์เน้นสีเขียวอ่อน รูปภาพก็ควรสื่อสารธีมของแบรนด์ได้ ไม่ใช่ใช้สีสันฉูดฉาด ซึ่งธีมนี้ควรจะได้รับการวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนการคิดแนวทางการตลาดของแบรนด์ รีวิวสินค้าผู้บริโภคส่วนใหญ่ จะเสิร์จหารีวิวของสินค้าก่อนทำการซื้อ ก่อนที่จะทำการขาย เราอาจจะส่งผลิตภัณฑ์ไปให้ Beauty blogger เน็ตไอดอล เพจรีวิว หรือผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อออนไลน์ก่อน อาจจะเป็นเพื่อนๆ ให้ช่วยรีวิวบนเพจ หรือจัดโปรโมชั่นลดราคาสำหรับลูกค้าที่กลับมารีวิวให้ก็ได้เช่นกัน ผลิตคอนเทนต์ที่น่าสนใจไม่ว่าจะบนเฟสบุ้ค หรืออินสตราแกรม การสร้างแบรนด์ไม่ใช่เพียงแค่โปรโมทขายสินค้าเท่านั้น การสร้างคอนเทนต์อื่นๆ ที่เป็นการ “สร้างบรรยากาศของแบรนด์” ก็ช่วยได้มากทีเดียว เช่น หากคุณขายลิปสติก แทนที่จะลงคอนเทนต์เฉพาะเนื้อสี แท่งสลิปสติก อย่างเดียว อาจจะลงเป็นภาพถ่ายของนางแบบที่ทาลิปสติกสีหนึ่ง ไปเที่ยวทะเล ซึ่งอาจจะไม่เน้นสินค้ามากนัก แต่เป็นการให้ไอเดียกับผู้บริโภคได้ว่า สินค้าเรานั้น สามารถทาได้หลายโอกาส หลายสถานที่ และเปลี่ยนบุคลิกได้ หรืออาจจะเป็นคอนเทนต์ให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการเลือกสีลิปสติกให้เข้ากับเสื้อผ้าหน้าผมก็ได้เช่นกัน การบริการลูกค้าที่ดี เน้นความจริงใจแบรนด์ดี สินค้าดี จะขาดการบริการที่ดีไม่ได้เลย การตอบคำถามลูกค้า รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้า ก็สื่อถึงความจริงใจของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี บางแบรนด์ใหญ่ๆ จะมีการเซ็ตวิธีการตอบ น้ำเสียง หรือแม้กระทั่งบุคลิกของคนตอบ เพื่อสื่อถึงความเป็นแบรนด์กันเลยทีเดียว! 12. ต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่อ่านถึงตรงนี้คงจะเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมครับว่า ถ้าจะเริ่มทำแบรนด์ควรจะต้องเตรียมเงินประมาณเท่าไหร่ดี โรงงาน OEM ส่วนมากในตอนนี้ทำรับทำขั้นต่ำที่จำนวนไม่สูงมาก ค่าทำผลิตภัณฑ์ รวมทั้งค่าพัฒนาสูตร ทำบรรจุภัณฑ์ เริ่มต้นที่ 50,000-200,000 บาท ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์ แต่หากเป็นการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทางโรงงานทำไว้อยู่แล้วมาบรรจุเองก็จะถูกกว่า โดยอาจจะเริ่มต้นที่ 30,000 บาทขึ้นไป เริ่มกันเลย!อ่านจนจบแล้วบางคนอาจจะเริ่มกลัว แต่จริงๆ แล้วการสร้างแบรนด์นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด การวางแผนที่ดีจะช่วยให้เราสามารถคาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เห็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนขึ้น มองเห็นภาพของธุรกิจได้ครบทุกสัดส่วน ช่วยให้งานเสร็จได้เร็ว และดูแลง่ายขึ้น ไม่มีใครทำอะไรออกมาสมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่ครั้งแรก ขอให้มีความตั้งใจ และเรียนรู้จากความผิดพลาดเพื่อปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น แบรนด์เครื่องสำอางเงินล้านที่คุณใฝ่ฝันก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ! Credit: brandbuffet ตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องสำ ducttapemarketing hingemarketing liveabout minutehack innisfree
เจาะไอเดียออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์ แบบ Personalization
แพกเกจจิ้งออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์รับทำแพคเกจจิ้ง 18 June 2021
ในยุคที่สินค้าทุกแบรนด์ ต่างพากันแข่งขันตีตลาดหา เพื่อหาจุดเด่น สร้างความแตกต่างให้โดดเด่นจากคู่แข่งมากยิ่งขึ้น และหลาย ๆ แบรนด์ หรือ เจ้าของแเบรนด์เองเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงกับกลุ่มลูกค้า หรืออาจจะคุ้นหูในชื่อเรียกที่ว่า การทำการตลาดแบบ Personalization เพื่อสร้าง Experience สุดพิเศษแบบส่วนตัวให้กับลูกค้า ซึ่งการทำกล่องบรรจุภัณฑ์ หรือกล่องกระดาษสวยๆ แบบที่กลุ่มลูกค้าสามารถ Custom ได้ ทั้งกล่องกระดาษ กล่องครีม กล่องผลิตภัณฑ์ กล่องอาหารเสริม กล่องลัง เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถสร้างความแตกต่างและสร้างเอกลักษณ์ให้กับการทำกล่องบรรจุภัณฑ์ แพ็คเกจจิ้ง กล่องกระดาษสวยๆ ได้ 1. สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเป็นประสบการณ์การเข้าถึง การใช้บริการจากแบรนด์ที่ถูกออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์มาให้เข้าใจความต้องการของลูกค้า ซึ่งเรียกได้ว่าตัวกล่องแพคเกจจิ้งต่าง ๆ ถือเป็นประสบการณ์แรกที่ลูกค้าจะได้รับจากตัวแบรนด์2. เก็บ Data เพื่อเสิร์ฟโปรโมชันที่ใช่และมี New Experienceตอนนี้ไม่ใช่แค่แบรนด์เดียวที่จะทำ Personalization แต่กลายเป็นว่า เจ้าของแบรนด์ทุก ๆ แบรนด์เริ่มงัด Data ที่มีนำใช้ประโยชน์มากขึ้น เช่น การจัดโปรโมชันสุดพิเศษจากสินค้าธรรมดา ๆ เพิ่มความประทับใจและประสบการณ์ที่น่าจดจำให้แก่ลูกค้า ด้วยการสั่งทำกล่องกระดาษ ออกแบบกล่องบรรจุภัณฑ์สวยๆ หรือ กล่องกระดาษ กล่องครีม หรือรูปแบบกล่องต่างๆ ให้ตรงตามช่วงเทศกาล Seasonal ที่เกิดขึ้น3. ทำโฆษณาที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคนการทำคอนเทนต์โปรโมทสินค้า หรือเลือกสั่งทำ ออกแบบแพคเกจจิ้งให้ตรงกับ Target หรือไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละคน โดยดูจาก Data ของลูกค้า พฤติกรรมการเลือกซื้อ และการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ในยุคนี้ที่การแข่งขันสูง การสร้างความแตกต่างและสร้างเอกลักษณ์ให้กับการกล่องบรรจุภัณฑ์ หรือ แพคเกจจิ้งที่สวยๆ จึงสำคัญมาก และที่ LocoPack เอง เราให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกคนด้วยบริการออกแบบแพคเกจจิ้งเองบนหน้าเว็บที่เปิดให้พ่อค้า - แม่ค้าเข้ามาทดลองออกแบบกล่องกระดาษ กล่องครีม กล่องสบู่ กล่องผลิตภัณฑ์ กล่องอาหารเสริมของตัวเองได้ตลอด 24 ชม. พร้อมทั้งสั่งทำกล่องกระดาษ รับผลิตกล่องบรรจุภัณฑ์ เช็กราคากล่องกระดาษ เปรียบเทียบโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์เองได้ก่อนสั่งผลิต เพื่อให้กล่องบรรจุภัณฑ์แบรนด์ของคุณสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่สุด  สนใจออกแบบแพคเกจจิ้งในแบบของตัวเองได้ที่ https://www.locopack.co/th/
โปรโมชั่น เต็มสิบไม่หักของขวัญถูกใจ กล่องใส่สุดปัง ยิ่งช้อปยิ่งคุ้ม
แพกเกจจิ้งกล่องกระดาษกล่องลังพิมพ์กล่องรับทำกล่องโปรโมชั่น 03 October 2021
สำหรับลูกค้า LocoPackสินค้าที่กำหนดได้แก่ กล่องกระดาษลูกฟูก, กล่องลัง, กล่องกระดาษแข็ง ไม่ร่วมค่าแม่พิมพ์, ค่าไดคัท, ค่าออกแบบ, สติกเกอร์, ขวดพลาสติก, สินค้าและบริการอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในรายการสินค้าที่กำหนด ระยะเวลาการร่วมกิจกรรม 1 ต.ค. 64 - 31 ต.ค. 64จำกัด 1,000 สิทธิ/วัน โดยจะเริ่มนับรอบใหม่เวลา 9.00 น. ของทุกวัน เรียงลำดับตามเวลาที่ทำการชำระเงินCode ที่ได้รับมีอายุการใช้งานระยะเวลา 14 วัน นับจากวันที่ทำการเก็บCodeส่วนลดสามารถใช้ชำระค่าสินค้าของบริษัทเท่านั้นCode ส่วนลดไม่สามารถทำการถอนเป็นเงินสด หรือ โอนสิทธิ์ ให้ผู้อื่นได้Code สามารถใช้ชำระค่าสินค้าและบริการบนเว็ปlocopack.co เท่านั้น เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนดบริษัทฯขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าสำหรับลูกค้าเก่า LocoPackลูกค้าทำการใช้จ่ายต่อรายการสินค้าที่กำหนด ขั้นตำ่ 5,000 บาท ได้รับส่วนลด 50 บาทลูกค้าทำการใช้จ่ายต่อรายการสินค้าที่กำหนด ขั้นตำ่ 7,500 บาท ได้รับส่วนลด 100 บาทลูกค้าทำการใช้จ่ายต่อรายการสินค้าที่กำหนด ขั้นตำ่ 15,000 บาท ได้รับส่วนลด 300 บาทสินค้าที่ร่วมรายการได้แก่ กล่องกระดาษลูกฟูก, กล่องลัง, กล่องกระดาษแข็ง โดยไม่ร่วมค่า แม่พิมพ์ ค่าไดคัท ค่าออกแบบสินค้าแล